วันพฤหัสบดีที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

บทบาทเทคโนโลยีสารสนเทศ

บทบาทเทคโนโลยีสารสนเทศ


แนวคิด การทำงาน ตลอดถึงการดำเนินชีวิตของผู้คนในสังคม ต่างก็ได้รับอิทธิพลอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีมากบ้างน้อยบ้าง ต่างระดับกันไป บางครั้งเราก็ซึมซับและรับเอเทคโนโลยีบางอย่างเข้ามาอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด เช่น การโทรศัพท์ทางไกลจากชนบทที่ห่างไกล อาจเกิดขึ้นได้โดยระบบสื่อสารผ่านดาวเทียม ซึ่งทำให้ทั้งผู้พูดและผู้ฟังต่างก็ได้รับข้อมูลข่าวสารถึงกัน หรือถ้าเป็นการทำงาน การแข่งขันทางธุรกิจที่จะประสบความสำเร็จในยุคนี้นั้นจะต้องอาศัยทั้งความถูกต้องแม่นยำ ความรวดเร็วในการตัดสินใจ การจะทำสิ่งเหล่านี้ได้ดีต้องอาศัยข้อมูลข่าวสารที่จะทำให้เราสามารถตัดสินใจได้ และวิธีหนึ่งที่จะทำให้ได้มาซึ่งข้อมูลข่าวสารเหล่านี้ ก็ด้วยการที่เรานำเอาเทคโนโลยีด้านคอมพิวเตอร์ และการติดต่อสื่อสารผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วย


 

คอมพิวเตอร์เข้ามาสู่ชีวิตประจำวันของเรามากขึ้น ไม่ว่าเราจะอยากรู้จักโดยตรงหรือไม่ก็ตาม เช่น เมื่อเราไปฝากหรือถอนเงินจากธนาคารทุกแห่งในขณะนี้ล้วนแล้วแต่ต้องผ่านระบบคอมพิวเตอร์ทั้งสิ้น การซื้อสินค้า หรือชำระเงินค่าบริการต่าง ๆ จากร้านสะดวกซื้อใกล้บ้าน เช่น เซเว่นอีเลเว่น เอเอ็มพีเอ็ม หรือแม้แต่ร้านค้าในปั๊มน้ำมัน เราลองคิดต่อไปว่าจะมีการนำคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้ส่วนตัวในบ้านมากขึ้นหรือไม่ คำตอบก็คือ น่าที่จะเป็นไปได้ และเราน่าจะมองต่อไปอีกว่า แล้วเราควรที่จะเป็นผู้บริโภคที่นำเข้าเทคโนโลยีเหล่านี้ตลอดไปหรือไม่ ถ้าคำตอบคือใช่ เราก็ไม่ต้องเรียนรู้สิ่งใดมากนัก นอกจากการเรียนรู้การใช้งานคอมพิวเเตอร์ให้ได้ตามที่เราต้องการ แต่ถ้าเราคิดอย่างสมเหตุสมผลและยุติธรรมต่อประเทศของเรา เราก็น่าที่จะเริ่มเรียนรู้อย่างมีระบบจากง่าย และนำพาตัวเราไปสู่การเรียนรู้ที่เข้าใจเทคโนโลยีอย่างมีการค้นคิดที่มากขึ้นต่อไปในอนาคต เพื่อที่เราจะได้ก้าวไปเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกเทคโนโลยีได้ต่อไป
เทคโนโลยีทำให้มนุษย์ได้รับความสะดวก สบาย และประสบความสำเร็จในงานด้านต่าง ๆ เช่น เทคโนโลยีทางด้านอวกาศ การผลิตและบรรจุหีบห่อ เทคโนโลยีการแพทย์ เทคโนโลยีการกีฬาและพาณิชยกรรม เป็นต้น แม้แต่การเรียนของเราในยุคใหม่นี้ก็เช่นกัน เราจะเห็นได้ว่า ก็ถูกผลักดันให้มีการใช้คอมพิวเตอร์มากขึ้น มีการใช้ข้อมูล ความรู้ จากแหล่งข้อมูลที่เปลี่ยนไป มีการสื่อสารผ่านคอมพิวเตอร์มากขึ้น และการเปลี่ยนแปลงในยุคใหม่นี้ก็ยิ่งทวีความรวดเร็วยิ่งกว่ายุคที่ผ่านมาเสียอีก จึงเป็นการยากที่เราจะหลีกเลี่ยงไม่สนใจเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นในยุคนี้เอาเสียเลย ใน บางครั้งเราก็เรียกยุคเทคโนโลยีนี้ว่า "ยุคดิจิตอล (The Digital Age)" หรือ "ยุคข้อมูลข่าวสารหรือสารสนเทศ (The Information Age)"
การปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคแรก เริ่มจากการใช้เครื่องจักรกลแทนการทำงานด้วยมือ พลังงานที่ขับเคลื่อนเครื่องจักรก็มาจากพลังงานน้ำ พลังงานไอน้ำ และเปลี่ยนมาเป็นพลังงานจากน้ำมันขับเคลื่อนเครื่องยนต์ และมอเตอร์ไฟฟ้า ต่อมาการปฏิวัติอุตสาหกรรมได้เกิดขึ้นอีก โดยเปลี่ยนแปลงระบบการทำงานทีละขั้นตอน มาเป็นการทำงานระบบอัตโนมัติ ซึ่งส่วนใหญ่ใช้กลไกการควบคุมการทำงานแบบอัตโนมัติ เช่น การดำเนินงานผลิต การตรวจสอบ การควบคุม ฯลฯ การทำงานเหล่านี้อาศัยระบบการควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ การพัฒนาต่อไปในอนาคต ยากที่จะคาดเดาได้ว่า จะมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์อะไรใหม่ขึ้นมาอีกบ้าง ทั้งนี้เพราะ ขีดความสามารถของคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันสูงมาก โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับไมโครคอมพิวเตอร์ มีผู้กล่าวว่าการปฏิวัติครั้งที่สามกำลังจะเกิดขึ้น โดยสิ่งที่เกิดใหม่นี้ ได้แก่ การพัฒนาการทางด้านความคิด การตัดสินใจ โดยอาศัยหลักการของคอมพิวเตอร์


 
ในอนาคตอันใกล้คนเพียงคนเดียวอาจทำงานทั้งหมด โดยอาศัยระบบคอมพิวเตอร์ควบคุมหุ่นยนต์ และหุ่นยนต์ควบคุมการทำงานของเครื่องจักรอีกต่อหนึ่ง เมื่อค่าจ้างแรงงานสูงขึ้นและการแข่งขันทางธุรกิจมีมากขึ้น โรงงานจึงตกอยู่ในสภาวะจำยอมที่จะเอาเครื่องมือเหล่านั้นเข้ามาช่วย เนื่องจากเครื่องมือดังกล่าว ให้ผลผลิตที่ดีกว่าของเดิม และมีราคาต้นทุนต่ำลงอีกด้วย
ความเจริญก้าวหน้าทางอุตสาหกรรมเกือบทุกแขนง มีคอมพิวเตอร์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ ระบบการผลิตส่วนใหญ่ต้องใช้คอมพิวเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์แทรกเข้ามาเกือบทุกกระบวนการ ตั้งแต่การควบคุม การขนส่งวัตถุดิบ กระบวนการผลิต การควบคุมคุณภาพ การวัดและการบรรจุหีบห่อ ตลอดถึงการใช้เครื่องทุ่นแรงบางอย่าง เครื่องมือที่ใช้วัดเกือบทุกประเภทมักมีไมโครโพรเซสเซอร์ (microprocessor) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ส่วนหนึ่งของคอมพิวเตอร์เกี่ยวข้องด้วยเสมอ เช่น การวัดอุณหภูมิ วัดความดัน วัดความเร็วการไหล วัดระดับของเหลว วัดปริมาณค่าที่จำเป็นสำหรับการควบคุมคุณภาพ ในยุควิกฤตการณ์พลังงาน หลายประเทศพยายามลดการใช้พลังงาน โรงงานพยายามหาทางควบคุมพลังงาน ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อจะลดค่าใช้จ่ายลง จึงนำเอาคอมพิวเตอร์มาช่วยควบคุม เช่น ควบคุมการเดินเครื่องให้เหมาะสม ควบคุมปริมาณการใช้พลังงาน ควบคุมการจัดภาระงาน รวมถึงการควบคุมสิ่งแวดล้อมด้วย


อ้างอิง
E-learning ครูอุทัย
(www.pbj.ac.th)

ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์

ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์

ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ หรือระบบเน็ตเวิร์ก คือกลุ่มของคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่างๆ ที่ถูกนำมาเชื่อมต่อกันเพื่อให้ผู้ใช้ในเครือข่ายสามารถติดต่อสื่อสาร แลกเปลี่ยนข้อมูล และใช้อุปกรณ์ต่างๆ ในเครือข่ายร่วมกันได้" เครือข่ายนั้นมีหลายขนาด ตั้งแต่ขนาดเล็กที่เชื่อมต่อกันด้วยคอมพิวเตอร์เพียงสองสามเครื่อง เพื่อใช้งานในบ้านหรือในบริษัทเล็กๆ ไปจนถึงเครือข่ายขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อกันทั่วโลก ส่วน Home Network หรือเครือข่ายภายในบ้าน ซึ่งเป็นระบบ LAN ( Local Area Network) ที่คุณผู้อ่านจะได้พบต่อไปนี้ เป็นระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กๆ หมายถึงการนำเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ มาเชื่อมต่อกันในบ้าน สิ่งที่เกิดตามมาก็คือประโยชน์ในการใช้คอมพิวเตอร์ด้านต่างๆ เช่น

1. การใช้ทรัพยากรร่วมกัน หมายถึง การใช้อุปกรณ์ต่างๆ เช่น เครื่องพิมพ์ร่วมกัน กล่าวคือ มีเครื่องพิมพ์เพียงเครื่องเดียว ทุกคนในเครือข่ายสามารถใช้เครื่องพิมพ์นี้ได้ ทำให้สะดวกและประหยัดค่าใช้จ่าย เพราะไม่ต้องลงทุนซื้อเครื่องพิมพ์หลายเครื่อง (นอกจากจะเป็นเครื่องพิม์คนละประเภท)

2. การแชร์ไฟล์ เมื่อคอมพิวเตอร์ถูกติดตั้งเป็นระบบเน็ตเวิร์กแล้ว การใช้ไฟล์ข้อมูลร่วมกันหรือการแลกเปลี่ยนไฟล์ทำได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ไม่ต้องอุปกรณ์เก็บข้อมูลใดๆ ทั้งสิ้นในการโอนย้ายข้อมูลตัดปัญหาเรื่องความจุของสื่อบันทึกไปได้เลย ยกเว้นอุปกรณ์ในการจัดเก็บข้อมูลหลักอย่างฮาร์ดดิสก์ หากพื้นที่เต็มก็คงต้องหามาเพิ่ม

3. การติดต่อสื่อสาร โดยคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อเป็นระบบเน็ตเวิร์ก สามารถติดต่อพูดคุยกับเครื่องคอมพิวเตอร์อื่น โดยอาศัยโปรแกรมสื่อสารที่มีความสามารถใช้เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ได้เช่นเดียวกัน หรือการใช้อีเมล์ภายในก่อให้เครือข่าย Home Network หรือ Home Office จะเกิดประโยชน์นี้อีกมากมาย

4. การใช้อินเทอร์เน็ตร่วมกัน คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่เชื่อมต่อในระบบ เน็ตเวิร์ก
สามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ทุกเครื่อง โดยมีโมเด็มตัวเดียว ไม่ว่าจะเป็นแบบอนาล็อกหรือแบบดิจิตอลอย่าง ADSL ยอดฮิตในปัจจุบัน

ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร
สถาบันการศึกษาและบ้านไปแล้วการใช้ทรัพยากรร่วมกันได้ทั้งไฟล์ เครื่องพิมพ์ ต้องใช้ระบบเครือข่ายเป็นพื้นฐาน ระบบเครือข่ายจะหมายถึง การนำคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ 2 เครื่องขึ้นไปมาเชื่อมต่อกันเพื่อจะทำการแชร์ข้อมูล และทรัพยากรร่วมกัน เช่น ไฟล์ข้อมูลและเครื่องพิมพ์ ระบบเครือข่ายสามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ด้วยกันคือ

1. LAN (Local Area Network)
ระบบเครื่องข่ายท้องถิ่น เป็นเน็ตเวิร์กในระยะทางไม่เกิน 10 กิโลเมตร ไม่ต้องใช้โครงข่ายการสื่อสารขององค์การโทรศัพท์ คือจะเป็นระบบเครือข่ายที่อยู่ภายในอาคารเดียวกันหรือต่างอาคาร ในระยะใกล้ๆ

2. MAN (Metropolitan Area Network)
ระบบเครือข่ายเมือง เป็นเน็ตเวิร์กที่จะต้องใช้โครงข่ายการสื่อสารขององค์การโทรศัพท์ หรือการสื่อสารแห่งประเทศไทย เป็นการติดต่อกันในเมือง เช่น เครื่องเวิร์กสเตชั่นอยู่ที่สุขุมวิท มีการติดต่อสื่อสารกับเครื่องเวิร์กสเตชั่นที่บางรัก

3. WAN (Wide Area Network)
ระบบเครือข่ายกว้างไกล หรือเรียกได้ว่าเป็น World Wide ของระบบเน็ตเวิร์ก โดยจะเป็นการสื่อสารในระดับประเทศ ข้ามทวีปหรือทั่วโลก จะต้องใช้มีเดีย(Media) ในการสื่อสารขององค์การโทรศัพท์ หรือการสื่อสารแห่งประเทศไทย (คู่สายโทรศัพท์ dial-up / คู่สายเช่า Leased line / ISDN) (lntegrated Service Digital Network สามารถส่งได้ทั้งข้อมูล เสียง และภาพในเวลาเดียวกัน)

ประเภทของระบบเครือข่าย
Peer To Peer
เป็นระบบที่เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องบนระบบเครือข่ายมีฐานเท่าเทียมกัน คือทุกเครื่องสามารถจะใช้ไฟล์ในเครื่องอื่นได้ และสามารถให้เครื่องอื่นมาใช้ไฟล์ของตนเองได้เช่นกัน ระบบ Peer To Peer มีการทำงานแบบดิสทริบิวท์(Distributed System) โดยจะกระจายทรัพยากรต่างๆ ไปสู่เวิร์กสเตชั่นอื่นๆ แต่จะมีปัญหาเรื่องการรักษาความปลอดภัย เนื่องจากข้อมูลที่เป้นความลับจะถูกส่งออกไปสู่คอมพิวเตอร์อื่นเช่นกันโปรแกรมที่ทำงานแบบ Peer To Peer คือ Windows for Workgroup และ Personal Netware
Client / Server
เป็นระบบการทำงานแบบ Distributed Processing หรือการประมวลผลแบบกระจาย โดยจะแบ่งการประมวลผลระหว่างเครื่องเซิร์ฟเวอร์กับเครื่องไคลเอ็นต์ แทนที่แอพพลิเคชั่นจะทำงานอย ู่เฉพาะบนเครื่องเซิร์ฟเวอร์ ก็แบ่งการคำนวณของโปรแกรมแอพพลิเคชั่น มาทำงานบนเครื่องไคลเอ็นต์ด้วย และเมื่อใดที่เครื่องไคลเอ็นต์ต้องการผลลัพธ์ของข้อมูลบางส่วน จะมีการเรียกใช้ไปยัง เครื่องเซิร์ฟเวอร์ให้นำเฉพาะข้อมูลบางส่วนเท่านั้นส่งกลับ มาให้เครื่องไคลเอ็นต์เพื่อทำการคำนวณข้อมูลนั้นต่อไป
รูปแบบการเชื่อมต่อของระบบเครือข่าย LAN Topology
ระบบ Bus การเชื่อมต่อแบบบัสจะมีสายหลัก 1 เส้น เครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งเซิร์ฟเวอร์ และไคลเอ็นต์ทุกเครื่องจะต้องเชื่อมต่อสายเคเบิ้ลหลักเส้นนี้ โดยเครื่องคอมพิวเตอร์จะถูกมองเป็น Node เมื่อเครื่องไคลเอ็นต์เครื่องที่หนึ่ง (Node A) ต้องการส่งข้อมูลให้กับเครื่องที่สอง (Node C) จะต้องส่งข้อมูล และแอดเดรสของ Node C ลงไปบนบัสสายเคเบิ้ลนี้ เมื่อเครื่องที่ Node C ได้รับข้อมูลแล้วจะนำข้อมูล ไปทำงานต่อทันที
แบบ Ring การเชื่อมต่อแบบวงแหวน เป็นการเชื่อมต่อจากเครื่องหนึ่งไปยังอีกเครื่องหนึ่ง จนครบวงจร ในการส่งข้อมูลจะส่งออกที่สายสัญญาณวงแหวน โดยจะเป็นการส่งผ่านจากเครื่องหนึ่ง ไปสู่เครื่องหนึ่งจนกว่าจะถึงเครื่องปลายทาง ปัญหาของโครงสร้างแบบนี้คือ ถ้าหากมีสายขาดในส่วนใดจะทำ ให้ไม่สามารถส่งข้อมูลได้ ระบบ Ring มีการใช้งานบนเครื่องตระกูล IBM กันมาก เป็นเครื่องข่าย Token Ring ซึ่งจะใช้รับส่งข้อมูลระหว่างเครื่องมินิหรือเมนเฟรมของ IBM กับเครื่องลูกข่ายบนระบบ
แบบ Star การเชื่อมต่อแบบสตาร์นี้จะใช้อุปกรณ์ Hub เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมต่อ โดยที่ทุกเครื่องจะต้องผ่าน Hub สายเคเบิ้ลที่ใช้ส่วนมากจะเป้น UTP และ Fiber Optic ในการส่งข้อมูล Hub จะเป็นเสมือนตัวทวนสัญญาณ (Repeater) ปัจจุบันมีการใช้ Switch เป็นอุปกรณ์ในการเชื่อมต่อซึ่งมีประสิทธิภาพการทำงานสูงกว่า
แบบ Hybrid เป็นการเชื่อมต่อที่ผสนผสานเครือข่ายย่อยๆ หลายส่วนมารวมเข้าด้วยกัน เช่น นำเอาเครือข่ายระบบ Bus, ระบบ Ring และ ระบบ Star มาเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน เหมาะสำหรับบางหน่วยงานที่มีเครือข่ายเก่าและใหม่ให้สามารถทำงานร่วมกันได้ ซึ่งระบบ Hybrid Network นี้จะมีโครงสร้างแบบ Hierarchical หรือ Tre ที่มีลำดับชั้นในการทำงาน
เครือข่ายแบบไร้สาย ( Wireless LAN) อีกเครือข่ายที่ใช้เป็นระบบแลน (LAN) ที่ไม่ได้ใช้สายเคเบิลในการเชื่อมต่อ นั่นคือระบบเครือข่ายแบบไร้สาย ทำงานโดยอาศัยคลื่นวิทยุ ในการรับส่งข้อมูล ซึ่งมีประโยชน์ในเรื่องของการไม่ต้องใช้สายเคเบิล เหมาะกับการใช้งานที่ไม่สะดวกในการใช้สายเคเบิล โดยไม่ต้องเจาะผนังหรือเพดานเพื่อวางสาย เพราะคลื่นวิทยุมีคุณสมบัติในการทะลุทะลวงสิ่งกีดขวางอย่าง กำแพง หรือพนังห้องได้ดี แต่ก็ต้องอยู่ในระยะทำการ หากเคลื่อนย้ายคอมพิวเตอร์ไปไกลจากรัศมีก็จะขาดการติดต่อได้ การใช้เครือข่ายแบบไร้สายนี้ สามารถใช้ได้กับคอมพิวเตอร์พีซี และโน๊ตบุ๊ก และต้องใช้การ์ดแลนแบบไร้สายมาติดตั้ง รวมถึงอุปกรณ์ที่เรียกว่า Access Point ซึ่งเป็นอุปกรณ์จ่ายสัญญาณสำหรับระบบเครือข่ายไร้สาย มีหน้าที่รับส่งข้อมูลกับการ์ดแลนแบบไร้สาย

วันพุธที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

บทความเกี่ยวกับเทคโนโลยีคอมพิวเตร์

หน้าที่ 1 - บทความเกี่ยวกับเทคโนโลยี
ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศในประเทศไทย ปัจจุบันพัฒนาการทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ได้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วตามตามยุคสมัย ซึ่งมีการนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์มากมายทั่วโลก แต่ถ้าหากนำไปใช้ในทางมิชอบ ก็อาจก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ซึ่งอาจประเมินค่ามิได้ หรือส่งผลกระทบที่ร้ายแรงแก่ประชาคมโลก และได้เกิดรูปแบบใหม่ ของอาชญากรรมที่เกิดจากการใช้งานคอมพิวเตอร์ เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด หลายด้านเช่น หยุดการทำงาน (Interruption) ลักลอบข้อมูล (Interception) แก้ไขข้อมูล (Modification) และ สร้างข้อมูลปลอม (Fabrication) บนระบบเครือข่าย และการปล่อยไวรัสเข้าสู่ระบบ รวมไปถึง การสร้างความเสียหายแก่ผู้อื่น ไม่ว่าทางใดก็ตาม เป็นต้น จึงจำเป็นต้องมีการพัฒนา กฎหมายอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ (Computer Crime Law)” หรือที่บางประเทศเรียกว่ากฎหมายเกี่ยวกับการใช้คอมพิวเตอร์ในทางมิชอบ (Computer Misuse Law)” ขึ้น หรือต้องมีการปรับแก้ประมวลกฎหมายอาญา ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันให้ทันสมัย เข้ากับการกำหนดฐานความผิด และบทลงโทษสำหรับการก่ออาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ หรือการใช้คอมพิวเตอร์ในทางมิชอบขึ้น ให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยประเทศต่างๆ ที่พัฒนาและออกกฎหมายเกี่ยวกับอาชญากรรม ทางคอมพิวเตอร์ขึ้นใช้บังคับแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน อิตาลี ญี่ปุ่น สิงค์โปร มาเลเซีย และ Council of Europe ได้ออก Convention on Cyber-Crime เพื่อเป็นแนวทางให้ประเทศต่างๆใช้กฎหมายบังคับในทิศทางเดียวกัน ส่วนสำหรับในประเทศไทย กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาร่างกฎหมายขึ้น เพื่อใช้บังคับ โดยสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2539 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบต่อ นโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติ (ไอที 2000) เพื่อพัฒนาสังคม และเสริมสร้างความแข็งแกร่ง ทางด้านธุรกิจอุตสาหกรรม และการค้าระหว่างประเทศ ในการก้าวเข้าสู่ ยุคเศรษฐกิจใหม่ แห่งศตวรรษที่ 21 โดยหนึ่งในมาตรการสำคัญ ของนโยบายดังกล่าว คือ การปฏิรูปกฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศ ต่อมาเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2541 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบ ให้คณะกรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติ ดำเนินโครงการพัฒนากฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่เสนอโดยกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม และให้คณะกรรม-การฯ เป็นศูนย์กลางดำเนินการ และประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ ที่กำลังดำเนินการจัดทำ กฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศ และกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องโดยมีศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีแห่งชาติ ทำหน้าที่เป็น เลขานุการคณะกรรมการฯ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ในฐานะสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการ เทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติ ได้ดำเนินโครงการพัฒนากฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งประกอบด้วยกฎหมาย 6 ฉบับ ได้แก่ กฎหมายเกี่ยวกับ ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (เดิมเรียกว่า กฎหมายแลกเปลี่ยน ข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์”) กฎหมายเกี่ยวกับลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ (ต่อมาได้มีการรวมหลักการเข้ากับกฎหมายเกี่ยวกับธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ และรวมเรียกชื่อเดียวว่า กฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์”) กฎหมายเกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศให้ทั่วถึงและ เท่าเทียมกัน (เดิมเรียกว่า กฎหมายลำดับรองของรัฐธรรมนูญ มาตรา 78”) กฎหมายเกี่ยวกับการ คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กฎหมายเกี่ยวกับอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ และกฎหมายเกี่ยวกับการโอนเงิน ทางอิเล็กทรอนิกส์ อนึ่ง เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์หลัก ในการดำเนินงานของโครงการ พัฒนากฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศ ในการยกร่าง กฎหมาย เทคโนโลยีสารสนเทศทั้ง 6 ฉบับข้างต้น คณะกรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติ จึงได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ เฉพาะกิจขึ้นมา 6 ชุด ประกอบด้วยผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ ที่ เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชน และผู้ทรงคุณวุฒิทั้งจาก สาขานิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ วิทยาการคอมพิวเตอร์ การเงินการธนาคาร และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำหน้าที่ใน การพิจารณายกร่างกฎหมายโดยมี ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ เป็นเลขานุการในการยกร่างกฎหมาย สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมของกฎหมายเทคโนโลยีในประเทศไทยได้
                           
ความหมายของคำว่าเคโนโลยีสารสนเทศ

คำว่า"เทคโนโลยีสารสนเทศ" หรือ"Information Technology" ตรงกับคำศัพธ์ที่ว่า"Informatique" ซึ่งหมายถึง "การนำเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีอื่นๆ มาใช้ในงานที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจและสังคม" นอกจากนี้ยังมีความหมายที่ใกล้เคียงกันคือ"Telematioque"หมายถึง "การบูรณาการระหว่างคอมพิวเตอร์กับการสื่อสาร" และคำว่า "Burotique" หมายถึง สำนักงานอัตโนมัติ ดังนั้นเมื่อมีการนำคำศัพท์ภาษาอังกฤษทั้งสองคำมาใช้แทนคำว่าเทคโนโลยีสารสนเทศ จึงได้คำว่า "Informatic" ซึ่งมีความหมายเช่นเดียวกันกับ"Informatique" แต่คำเหล่านี้ไม่เป็นที่นิยมมากนัก ในสหรัฐอเมริการก็ได้มีการบัญญัติคำศัพท์ว่า "Teleputer" ขึ้นมาใช้แต่ก็ไม่เป็นที่นิยมเช่นกัน
คำว่า "สารสนเทศ" หรือ "สารนิเทศ" ตรงกับคำศัพท์ภาษาอังกฤษว่า "Information" ซึ่งราชบัณฑิตยสถานบัญญัติให้ใช้คำศัพท์ทั้งสองคำแทนคำว่า Information ได้ในวงการคอมพิวเตอร์การสื่อสาร และวงการธุรกิจ ส่วนใหญ่นิยมใช้คำว่าสารสนเทศมากกว่า
"สารนิเทศ" มีความหมายถึง ข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ต่าง ๆ ที่มีการบันทึกอย่างเป็นระบบตามหลักวิชาการเพื่อนำมาเผยแพร่และใช้งานทุกสาขาทุกด้าน
ส่วนคำว่า "เทคโนโลยีสารสนเทศ" (Imformation Technology:IT) เรียกสั้นๆว่า "ไอที" มีความหมายเน้นถึงขั้นตอนการดำเนินงานและการจัดการในกระบวนการสารสนเทศหรือสารนิเทศ ตั้งแต่การเสาะแสวงหาการวิเคราะห์ การจัดเก็บ การจัดการ และการเผยแพร่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความถูกต้อง ความแม่นยำ และความรวดเร็วทันต่อการนำมาใช้ปประโยชน์
บีแฮนและโฮลัมส์ ให้ความหมายไว้ว่า "เทคโนโลยีสารสนเทศหมายถึง เทคโนโลยีที่ทำให้มนุษย์สามารถสร้างระบบสารสนเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนทำให้เกิดประสิทธิผลและประโยชน์อย่างมหาศาล ได้แก่ การใช้ทำเบียนข้อมูล การจัดเก็บ การประมวลผลการค้นคืน การส่งและรับสารสานเทศต่าง ๆ ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ต่าง ๆ เช่น คอมพิวเตอร์ โทรสาร โทรคมนาคม และไมโครอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งเทคโนโลยีเดิมที่ใช้ในระบบจัดเรียงเอกสาร เครื่องทำบัญชีอัตโนมัติ เป็นต้น"
มหาวิทยาลัยสุโยทัยธรรมาธิราช ให้ความหมายว่า "เทคโนโลยีสารสนเทศ หมายถึง เทคโนโลยีทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับสารสนเทศ เมจากเทคโนโลยีเดิมที่ใข้ในการจัดเก็บ ประมวลผล แสดงผล และเผยแพร่สารสนเทศในรูปของข้อมูล ข้อความและเรื่อง โดยใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีโทรคมนาคม
สรุป "เทคโนโลยีสารสนเทศ คือ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ทำให้เกิดวิธีการใหม่ ๆ ในการจัดเก็บข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ การส่งผ่าน การสื่อสารสารสนเทศ การเข้าถึงสารสนเทศ การรับสารสนเทศ รวมถึงการสร้างสังคมและอุตสาหกรรมด้านสารสเทศ และการจัดการสารสนเทศให้มีประสิทธิภาพ
 



*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา

วันพุธที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ข้อดีของการเขียนบันทึกลงบล็อก

 

ข้อดีของการเขียนบันทึกลงบล็อก (ใน gotoknow)

เมื่อเขียนมากๆ เข้า ก็สามารถรวบรวมเป็นขุมความรู้ (Knowledge Assets)ได้
   วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2548 ผมต้องไปถ่ายทอดประสบการณ์เกี่ยวกับการเขียนบันทึกลงบล็อก ให้กับชุมชนห้องสมุด มน. ผมจึงต้องซ้อมนึกถึงข้อดีเกี่ยวกับการเขียนบันทึกลงบล็อกดังต่อไปนี้ (positive appoarch)

 

ข้อดีของการเขียนบันทึกลงบล็อก
  
  • ได้ถ่ายทอดประสบการณ์หรือความเชี่ยวชาญบางอย่างให้คนอื่นได้รู้
  • ยิ่งเขียน (ยิ่งให้) ก็ยิ่งได้ (สมองยิ่งคิดยิ่งใช้ยิ่งดี)
  • บันทึกบางบันทึกต้องค้นคว้าตรวจสอบก่อนตีพิมพ์ ทำให้มีความรู้เพิ่มขึ้นอีก (เช่น บันทึกเรื่อง "วันมาฆบูชา")
  • ได้มีพื้นทีเสมือน B2B แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้อื่น
  • ได้เพื่อนใหม่ แถมไปไหนก็มีคนรู้จัก (บางคน)
  • เป็นบันทึกช่วยจำให้เราได้ (บางครั้งนึกไม่ออกว่าวันนั้นไปทำอะไรมาก็เข้าไปค้นหาบันทึกได้) 
  • บันทึกนี้เมื่อเขียนมากๆ เข้า ก็สามารถรวบรวมเป็นขุมความรู้ (Knowledge Assets) ได้
  • สามารถเก็บเรื่องราวทางด้านประวัติศาสตร์หรือวัฒนธรรมขององค์กรได้
  • เป็นการใช้เวลาที่มีค่า ให้มีประโยชน์ต่อผู้อื่นอีกด้วย
  • ได้ความรู้สึกดีๆ เมื่อมีคนมาอ่านบันทึกของเรา และยิ่งดีมากถ้ามีคนมาเขียนข้อคิดเห็น
  • การหา "หัวข้อเรื่อง" มาเขียนได้ทุกวัน ทำให้เราเป็นคนช่างสังเกต และเป็นนักคิด นักเขียน
  • การใช้ภาษาดีขึ้น (ภาษาไทยก็ได้ ภาษาอังกฤษก็ดี), คำที่เขียนผิดก็จะลดลง (ใช้บ่อย)
  • ฝึกการอธิบายให้คนอื่นได้เข้าใจได้ (ถ้ามีคนอ่านมากแสดงว่าเขาเข้าใจที่เราพยายามสื่อ)
  • ฝึก Storytelling การเล่าเรื่อง โดยเฉพาะ Success story เพื่อเค้นหา Tacit knowledge ของตัวเอง (คนอื่นอาจจะช่วยค้นหาให้)
  • ฝึกฝนทักษะการใช้คอมพิวเตอร์
  • เป็นธนาคารเก็บรูปภาพให้เรา

วันพฤหัสบดีที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2553

วิธีใส่ภาพใน Blog

วิธีใส่ภาพใน Blog แบบ html

อยากใส่รูปงามๆในบลอค แต่พอใช้ add photos มันก็ไปอยู่ล่างสุดทุกทีเลย แก้ได้ค่ะ!!
โดยใส่เป็นโค้ด html ทีนี้จะจัดให้อยู่ตรงไหนก็ตามสะดวกละ ซ้าย ขวา กลาง ปรับขนาดได้ด้วย เย้..
จริงๆหลักการเหมือน blog วิธีใส่โค้ด html ลงในบลอค เลยนะถ้าเข้าใจแล้วจะข้ามตรงนี้ไปเลยก้อได้ค่ะ ^^"
 
วิธีทำ
 
1. ไปที่หน้า Edit Blog Entry คลิกตรงคำว่า <HTML> ที่อยู่ตรงแถบเครื่องมือ
 
2. ก๊อบโค้ดที่ให้มา ไป paste ไว้เลยค่ะ
 
สำหรับการใส่ภาพแบบธรรมดา(ขนาดปกติ) <IMG src="url รูปของคุณ">
 
อันนี้สำหรับการใส่ภาพแบบที่ต้องการกำหนดขนาดของรูปด้วย <IMG width=xxx height=xxx src="url รูปของคุณ">
ตรง xxx ก็คือขนาดของรูปเป็นพิกเซล ใส่เป็นตัวเลข ค่ะ
 
3. เปลี่ยนตรงที่ทำไฮไลท์สีไว้ ให้เป็น url ของรูปที่จะเอามาใส่ในบลอคค่ะ
 
ตัวอย่าง
<IMG src="http://album.romerun.com/happymew/folder/16063/album/26326/image/531410/pic/original.gif">
 
4. คลิกคำว่า <HTML> อีกที จะมีรูปขึ้นมาแบบนี้ค่ะ ถ้าพอใจแล้ว กด publish entry ก็เสร็จเลยค่ะ
แต่ถ้าอยากปรับขนาด จัดตำแหน่งเพิ่ม ดูต่อข้อ5. เลยนะคะ
5. ปรับขนาดรูป + จัดวาง
      5.1 ใช้เม้า คลิกซ้าย 1 ที ไปที่รูปนะคะ จะมีกรอบสี่เหลียมขึ้นมา
เหมือนเวลาเราใช้โปรแกรมตกแต่งรูปอ่ะค่ะ คลิกค้างไปที่ขอบก็จะย่อขยายขนาดรูปได้
(ดูภาพประกอบใน วิธีใส่โค้ด html ลงในบลอค รูปที่6. นะคะ )
      5.2 อีกวิธีนึง ใช้เม้า เลื่อนไปที่รูปจะเปลี่ยนไปเป็นเครื่องหมาย ลูกศรกากบาท (+) นะคะ
คลิกขวาที่รูปจะมีคำสั่งขึ้นมา คือ
- Size ปรับขนาดอัตโนมัติ มีให้เลือกเป็น% ค่ะ
- Vertical Align จัดวางภาพ เช่น จัดภาพให้อยู่กึ่งกลาง/บน/ล่าง ตัวอักษร
- Horizontal Alignจัดวางภาพกับตัวอักษรเช่น จัดชิดซ้าย ขวา กลาง
ลองเอาไปเล่นดูนะคะ
แบบนี้ค่ะ
6. ตกแต่งจนกว่าจะพอใจเสร็จแล้วกด Publish Entry เลยจ้า

ไม่ยากเลยนะใช่ป่าวค่ะ ^^"

แถมอีกนิดนึงค่ะ วันนี้เอารูปสำหรับใช้แต่งบลอคมาฝาก คลิกที่นี่เลยค่ะ หรือคลิกที่ link ด้านข้างในหัวข้อ Pics & Animetion ได้นะคะ
ที่ไม่เอามาลงในบลอคนี้เลยเพราะรูปมันเยอะ จะทำให้โหลดนานอ่ะค่ะ ^^"
วิธีหา url จากรูปในที่อยู่ในเวปต่างๆ ทำได้ง่ายๆ ชอบรูปไหนก็ คลิกขวาที่รูปเลยค่ะ
จะมีแถบคำสั่งขึ้นมา กดเลือก Properties จะเห็น url ของรูปอ่ะค่ะเป็น http//:... ก๊อบมาทั้งอันเลยค่ะ
แล้วเอาไปใส่แทนตรงที่ทำเป็นสีๆไว้ในโค้ด นะคะ
ถ้าอยากจะใช้รูปที่มีในเครื่องตัวเอง ก็นำรูปนั้นไปใส่ไว้ในอัลบั้มออนไลน์ ตามเว็บที่มีให้บริการฟรีอัลบั้มได้ค่ะ
อันนี้เป็นเว็ปที่เราใช้อยู่นะคะ
http://www.romerun.com
http://www.imageshack.us
http://photobucket.com

วันพุธที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2553

วิธีการใช้งาน Blog

วิธีการใช้งาน Blog (Narongrit.net)
หลังจากผมได้ทำโมดูลเพื่อนผู้ช่วยผู้ดูแลระบบแล้ว คิดว่าน่าจะมีส่วนที่ให้สมาชิกท่านอื่นได้ share ความรู้หรือบทความต่างๆ ด้วย โมดูลนี้ทดลองปรับแต่งอยู่นาน ก็หวังว่าโมดูลนี้จะเป็นช่องทางหนึ่งให้เพื่อนๆ สมาชิกได้มาเขียนบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ แบ่งปันสิ่งดีๆ กันที่เว็บแห่งนี้นะครับ
มาดูวิธีการใช้งานกันคร่าวๆ

1. เมื่อสมาชิก login แล้วเข้าไปยัง "หน้าหลักสมาชิก" จะเห็นเมนูว่า "จัดการ Blog"

2. เมื่อคลิกมา หากยังไม่เคยเขียน Blog เลยจะพบหน้าตาดังกล่าว ก็คลิกที่ "เริ่มเขียน Blog" หรือ "เพิ่ม Blog"

3. ก็จะมาเจอหน้าตาคล้ายๆ กับการเขียนบทความของ Maxsite นะครับ แต่ผมยกเลิก function บางอย่างของ FCKeditor แต่คิดว่าน่าจะเพียงพอสำหรับการเขียน Blog ครับ

เมื่อเขียนเสร็จแล้วให้ รบกวนสมาชิกช่วยเลือก Tag ที่เกี่ยวข้องกับ Blog นั้นด้วย อย่างน้อย เลือก tag1 จำนวน 1 รายการครับ

4. เมื่อครบทุกขั้นตอนก็กด "เพิ่มรายการ Blog"

5. การแก้ไข Blog ที่ท่านเขียนสามารถคลิกที่ไอคอน แก้ไข ในหน้าจัดการ Blog หรือเมื่อท่านเข้าดู Blog ที่ท่านเขียนก็จะเห็นไอคอนแก้ไข ได้เช่นกันครับ

วิธีการใส่รูปประกอบเรื่อง

Posted by blog_guru , ผู้อ่าน : 16052 , 14:49:08 น.  
หมวด : วิทยาศาสตร์/ไอที

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน

เราสามารถใส่รูปประกอบเรื่องได้ 2 วิธี
1. แทรกรูปจากเครื่อง
2. แทรกรูปจากเว็บ
แทรกรูปจากเครื่อง
 การแทรกรูปจากเครื่อง เมื่อคลิกที่ไอคอน  แล้ว ระบบจะ pop up หน้าต่างใหม่ขึ้นมา ชื่อว่า Files Manager เป็นโปรแกรม สำหรับ Upload รูปภาพ
ขั้นตอนการ Upoad ภาพ

1. สร้าง Folder
 จัดหมวดหมู่ให้รูปภาพก่อน โดยใส่ชื่อ Folder ที่ต้องการ (ภาษาอังกฤษเท่านั้น) ลงไปที่ช่อง Create Folder เสร็จแล้ว คลิกที่ปุ่ม Create คุณก็จะได้ Folder สำหรับเก็บรูปแล้ว  ลองคิดดูนะคะ ถ้าเรา add รูปเพิ่มไปเรื่อยๆ โดยไม่มีการจัดหมวดหมู่ เวลาหารูปแต่ละครั้ง จะลำบากมาก

                        
ชื่อ Folder จะมาปรากฎอยู่ที่ด้านซ้ายมือของหน้าต่าง ถ้าต้องการใส่รูปลงไปที่ Folder ใด ให้ใช้เม้าส์ คลิกที่ Folder นั้นๆ ค่ะ
                        

2. Upload รูป  รูปของคุณต้องอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์เรียบร้อยแล้วนะคะ ให้คลิกที่ปุ่ม Browse เพื่อเลือกรูป คุณสามารถ Upload รูปได้ครั้งละ 5 รูป ค่ะ เมื่อเลือกรูปเสร็จแล้ว ให้คลิกที่ ปุ่ม Upload ค่ะ
                    
เท่านี้ คุณก็ส่งรูปของคุณขึ้นไปอยู่ในบล็อก เรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไป เป็นการใส่รูปลงใน เรื่องของคุณ
1. ต้องการใส่รูปไว้บริเวณใด ให้ ลากเม้าส์ ไปวางไว้ แล้วคลิก 1 ครั้ง เพื่อให้ Prompt ปรากฎ ขึ้นที่พื้นที่เขียนเรื่อง จากนั้น นำเม้าส์ ไปคลิกที่ ชื่อรูป 1 ครั้ง รูปจะไปปรากฎที่ พื้นที่ที่ต้องการ
                         

2. การดูรูป ถ้าไม่แน่ใจว่า รูปนี้คือรูปที่ต้องการใช้หรือเปล่า ให้คลิกที่ ไอคอน Preview รูปจะไปปรากฎที่ ช่องว่างด้านขวามือ
                     
3. การลบรูป รูปไหนที่ไม่ต้องการใช้แล้ว ให้เลือกติ๊ก ที่ช่องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ( check box ) จากนั้น ให้ไปคลิกที่ปุ่ม Delete
                       
            
   ข้อควรระวัง เรื่องการลบรูป ถ้ารูปไหนใช้ประกอบเรื่องอยู่ กรุณาอย่าลบรูปนั้นๆ ทิ้ง เพราะจะทำให้รูปไม่แสดงที่เรื่อง